วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 3543

Blog for Education

     
          Blog นี้ เป็น Blog ที่รวบรวมเนื้อหาในแต่ละบทเรียน และสรุปให้นักเรียนง่ายต่อการอ่าน รวมถึงแบบฝึกหัด และแบบทดสอบ พร้อมเฉลย โดยมีวัตถุประสงเพื่อให้นักเรียน ได้ประเมินความรู้ของนักเรียนในแต่ละเรืองที่นักเรียนได้เรียน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสอบเก็บคะแนน และสอบปลายภาค เรียน ซึ่งทำให้นักเรียนได้เพิ่มทักษะในการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจ และเพิ่มความมั่นใจให้มากยิ่งขึ้น
    

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เตรียมสอบ ป.3 - วิชาสังคมศึกษา - สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (แบบทดสอบ)

เตรียมสอบ ป.3 - วิชาสังคมศึกษา - สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (แบบทดสอบ)


Download 












เตรียมสอบ ป.3 - วิชาสังคมศึกษา - สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (ศาสนพิธี)

เตรียมสอบ ป.3 - วิชาสังคมศึกษา - สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (ศาสนพิธี)

Download - เนื้อหา



สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม




12.ศาสนพิธี



ศาสนพิธี
          ศาสนพิธี คือ พิธีกรรมทางศาสนา ศาสนิกชนที่ดี ควรเรียนรู้การปฏิบัติตนในศาสนพิธีให้ถูกต้อง เหมาะสม เช่น

การอาราธนาศีล
          การอาราธนาศีล เป็นการขอให้พระสงฆ์ให้ศีลแก่เรา ซึ่งการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนา จะต้องเริ่มด้วยการอาราธนาศีลทุกครั้ง

คำอาราธนาศีล 5
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะศีลานิยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะศีลานิยาจามะ

คำแปล
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล 5
พร้อมทั้งไตรสรณคมน์ เพื่อจะแยกรักษาศีลแต่ละข้อ
แม้ครั้งที่สอง ข้าแท่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล 5
พร้อมทั้งไตรสรณคมน์ เพื่อจะแยกรักษาศีลแต่ละข้อ
แม้ครั้งที่สาม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล 5 
พร้อมทั้งไตรสรณคมน์ เพื่อจะแยกรักษาศีลแต่ละข้อ

  
   


การสมาทานศีล
          การสมาทานศีล เป็นการที่เรารับเอาศีลที่ขอมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

คำสมาทานศีล
ปาณาติปาตา เวระมะณีสิขาปะทัง สะมาธิยามิ
อะทินนาทานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

คำแปล
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เว้นจากการฆ่าสัตว์
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เว้นจากการถือเอาของที่เขาไม่ให้
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เส้นจากการประพฤติผิดในกาม
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เว้นจากการพูดเท็จ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท เว้นจากการดื่มเครื่องมึนเมา
  




          ต่อจากนั้น พระสงฆ์จะบอกอานิสงส์ของศีล ผู้อาราธนาไม่ต้องกล่าวตาม เมื่อพระสงฆ์บอกอานิสงส์ของศีลเสร็จแล้ว ผู้อาราธนารับว่า สาธุ แล้วกราบ 3 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

การจัดโต๊ะหมู่บูชา
          การจัดโต๊ะหมู่บูชา เป็นการจัดเครื่องบูชาพระรัตนตรัย เมื่อมีพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา จะต้องมีการจัดโต๊ะหมู่บูชาทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพิธีมงคล หรือพิธีอวมงคล ในการจัดโต๊ะหมู่บูชา เราควรจัดให้ถูกต้องตามแบบแผนที่กำหนดไว้ ดังนี้
1)      การจัดโต๊ะหมู่บูชาแบบหมู่ 5 ให้ตั้งพระพุทธรูปบนโต๊ะกลาง ซึ่งสูงที่สุด ประกอบด้วยเครื่องบูชา ดังนี้
1.1)             กระถางธูป 1 กระถาง
1.2)            แจกันดอกไม้ 2 คู่
1.3)            พานดอกไม้ 5 พาน
1.4)            เชิงเทียน 4 คู่
2)     การจัดโต๊ะหมู่บูชาแบบหมู่ 7 ให้ตั้งพระพุทธรูปบนโต๊ะกลาง ซึ่งสูงที่สุด ประกอบด้วยเครื่องบูชา ดังนี้
2.1)            กระถางธูป 1 กระถาง
2.2)           แจกันดอกไม้ 2 คู่
2.3)           พานดอกไม้ 5 พาน
2.4)           เชิงเทียน 5 คู่

3)     การจัดโต๊ะหมู่บูชาแบบหมู่ 9 ให้ตั้งพระพุทธรูปบนโต๊ะกลาง ซึ่งสูงที่สุด ประกอบด้วยเครื่องบูชา ดังนี้
3.1)            กระถางธูป 1 กระถาง
3.2)           แจกันดอกไม้ 3 คู่
3.3)           พานดอกไม้ 7 พาน
3.4)           เชิงเทียน 6 คู่

การจัดโต๊ะหมู่บูชาถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของชาวพุทธ ซึ่งเป็นประเพณีนิยมมาแต่โบราณ การจัดโต๊ะหมู่บูชาให้ถูกต้อง จึงเป็นการสืบสานศิลปะไทย อีกทั้งยังเป็นการแสดงถึงจิตใจที่เคารพบูชาในพระรัตนตรัยอีกด้วย

การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
          การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือ การประกาศตนว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา โดยน้อมรับพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึกของตน

วิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
          ขั้นตอนการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ มีดังนี้
1)      ขั้นเตรียมการ มีขั้นตอนดังนี้
1.1)             โรงเรียนจัดพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะในวันใดวันหนึ่งภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันเข้าพรรษา ให้แก่นักเรียนที่นับถือพระพุทธศาสนา
1.2)            ระเบียบพิธีในการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ มีข้อปฏิบัติ ดังนี้
(1)    การมอบตัว ถ้าเป็นนักเรียน หัวหน้าสถานศึกษาจะเป็นผู้นำนักเรียนไปมอบตัวกับพระอาจารย์ผู้เป็นประธานในพิธี โดยมีดอกไม้ธูปเทียนไปถวายพระ
(2)   กำหนดวัน เวลา สถานที่ที่ทำพิธี
(3)   กำหนดกิจกรรมที่จะต้องปฏิบัติ
(4)   กำหนดบุคคลและงานที่ต้องรับผิดชอบ
(5)   จัดเตรียมเครื่องใช้ที่จะใช้ในการจัดพิธี
(6)   จัดสถานที่ ตะหมู่บูชา อาสนะสำหรับพระสงฆ์ พระพุทธรูป และเครื่องบูชา
(7)   ซักซ้อมศาสนพิธีที่ใช้ เช่น การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ คำสวดบูชาพระรัตนตรัย คำกล่าวแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คำอาราธนาศีล 5 และคำสมาทานศีล 5
(8)   เตรียมการนิมนต์พระ ได้แก่ พระสงฆ์ที่เป็นประทาน 1 รูป และพระสงฆ์ร่วมพิธีอีกตามจำนวนสมควร

2)     ขั้นพิธีการ มีขั้นตอนดังนี้
2.1)            ให้นักเรียนเข้าแถวเรียงตามลำดับรายชื่อพุทธมามกะแล้วครูนำนักเรียนเข้าพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ณ สถานที่ที่กำหนดไว้อย่างเรียบร้อยและพร้อมเพรียงกัน
2.2)           เมื่อพระสงฆ์เข้าสู่พิธี และนั่งประจำอาสนะแล้วให้ตัวแทนของผู้แสดงตนจุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา แล้วกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยพร้อมกันกับผู้แสดงตนเป็นพุทธมามกะทั้งหมด

คำบูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง ปูเชมิ
ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธเจ้าด้วยเครื่องสักการะนี้ (กราบ)
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมิ
ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรมด้วยเครื่องสักการะนี้ (กราบ)
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง ปูเชมิ
ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ด้วยเครื่องสักการะนี้ (กราบ)

 


2.3)           ให้ตัวแทนถวายพานเครื่องสักการะแด่พระอาจารย์พร้อมรายชื่อนักเรียนที่เข้าร่วมพิธี กราบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง แล้วกล่าวคำนมัสการพระพุทธเจ้าและคำขอแสดงตนเป็นพุทธมามกะพร้อมกัน

คำนมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (กล่าว 3 จบ)
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

คำขอแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
เอเต* มะยัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระนัง คัจฉามะ
ฮัมมัญจะ สังฆัญจะ พุทธะมามะกาติ* โน สังโฑ ธาเรตุ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริฯ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้ปรินิพพานนานแล้ว ทั้งพระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะที่ระลึกนับถือ ขอจงรับข้าพเจ้าทั้งหลายไว้เป็นพุทธมามกะด้วยเถิด



·       ถ้าเป็นหญิง ให้เปลี่ยคำว่า เอเต เป็น เอตา และ พุทธมามะกาติ เป็น พุทธะมามิกาติ

2.4)           พระสงฆ์ทั้งหมดรับว่า สาธุ และประธานสงฆ์ให้โอวาทแก่ผู้แสดงตนทั้งหมด จบแล้วให้ผู้แสดงตนรับคำว่า สาธุ พร้อมกัน
2.5)           ผู้แสดงตนกล่าวคำอาราธนาศีล 5 พร้อมกัน
2.6)           พระภิกษุกล่าวนำคำสมาทานศีล 5 ผู้แสดงตนทุกคนกล่าวตาม และพระภิกษุจะกล่าวสรุปหลังจากการสมาทานศีล 1 ครั้ง ให้ผู้แสดงตนกล่าวตาม 3 ครั้งว่า

อิมินา ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ
คำแปล ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท 5 เหล่านี้





2.7)           พระภิกษุบอกอานิสงส์ของศีล ผู้แสดงตนไม่ต้องว่าตาม เมื่อจบให้ผู้แสดงตนทุกคนกล่าว สาธุ แล้วกราบ 3 ครั้ง
2.8)           ผู้แสดงตนรับบัตรพุทธมามกะจากประธานในพิธี
2.9)           ตัวแทนนักเรียนถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์
2.10)       พระสงฆ์อนุโมทนา ส่วนพุทธมามกะกรวดน้ำ รับพระ
2.11)        เมื่อพระสงฆ์ให้พรจบ พุทธมามกะนั่งคุกเข่ากราบพระสงฆ์สามครั้งเป็นอันเสร็จพิธี








Download - เนื้อหา

เตรียมสอบ ป.3 - วิชาสังคมศึกษา - สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (มรรยาทชาวพุทธ)

เตรียมสอบ ป.3 - วิชาสังคมศึกษา - สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (มรรยาทชาวพุทธ)

Download - เนื้อหา




สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม


11. มรรยาทชาวพุทธ



มรรยาทชาวพุทธ
          การปฏิบัติตนต่อพระสงฆ์เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนที่ดีพึงปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งมีวิธีปฏิบัติได้ดังนี้

การลุกขึ้นยืนรับ
          การลุกขึ้นยืนรับพระสงฆ์ เป็นการแสดงความเคารพอย่างหนึ่ง ซึ่งชาวพุทธควรปฏิบัติต่อท่าน ในกรณีที่มีงานพิธี แล้วพระสงฆ์ผ่านมาเฉพาะหน้า ให้ปฏิบัติดังนี้
1)      ถ้าเรานั่งเก้าอี้อยู่ ให้ลุกขึ้นยืนรับ เมื่อพระสงฆ์เดินผ่านไป จึงยกมือไหว้ เมื่อท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว เราจึงนั่งลง
2)     ถ้าเรานั่งกับพื้น ไม่ต้องลุกขึ้น เมื่อพระสงฆ์เดินผ่านมาถึงเฉพาะหน้า ให้ยกมือไหว้ หรือกราบ แล้วแต่ความเหมาะสมของสถานที่นั้น ๆ

การต้อนรับ
          การต้อนรับผู้มาเยือนในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า การปฏิสันถาร ซึ่งการต้อนรับมี 2 ประการ ดังนี้
1)      อามิสปฏิสันถาร หมายถึง การต้อนรับผู้มาเยือนด้วยสิ่งของ เช่น น้ำ อาหาร ขนม ผลไม้ ตามความเหมาะสม
2)     ธรรมปฏิสันถาร หมายถึง การต้อนรับผู้มาเยือนด้วยการเอาใจใส่ ช่วยเหลือสงเคราะห์ และให้คำแนะนำที่มีประโยชน์

การรับหรือส่งสิ่งของแก่พระภิกษุ
          เมื่อเราต้องรับ หรือส่งสิ่งของแก่พระภิกษุ จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ดังนี้
1)      การส่งสิ่งของให้แก่พระภิกษุ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การถวายของ หรือ ประเคน มีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้
1.1)             ผู้ชาย นั่งคุกเข่าท่าเทพบุตร แล้วน้อมตัวลงเล็กน้อย ยกสิ่งของด้วยมือทั้งสองข้างให้พ้นพื้น และน้อมสิ่งของนั้นเข้าใกล้พระผู้รับ แล้วส่งถวายให้ถึงมือท่าน
1.2)            ผู้หญิง นั่งพับเพียบ หรือนั่งคุกเข่าท่าเทพธิดา แล้วยกสิ่งของนั้นบนผ้าที่ท่านทอดรับ

เมื่อถวายสิ่งของเสร็จแล้วให้ถอยห่านจากของที่ถวายพอประมาณ แล้วไหว้หรือกราบ ตามความเหมาะสม

2)     การรับสิ่งของจากพระภิกษุ มี 2 ลักษณะ ซึ่งปฏิบัติได้ดังนี้
2.1)           ถ้าพระภิกษุยืนอยู่ ให้เราปฏิบัติดังนี้
(1)    ผู้ชาย เดินด้วยอาการสำรวม เมื่อเข้าใกล้พระสงฆ์พอสมควรแล้ว ให้ยืนตรง น้อมตัวลงไหว้ แล้วยืนมือทั้งสองเข้าไปรับของจากมือท่าน
(2)   ผู้หญิง เดินเข้าใกล้พอรับของถึง น้อมตัวลงไหว้ แล้วก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า แบมือทั้งสองชิดกันรองรับสิ่งของที่ท่านจะปล่อยลงในมือ เมื่อรับสิ่งของแล้ว ให้ชักเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย
2.2)          ถ้าพระสงฆ์นั่งอยู่ ให้เราปฏิบัติดังนี้
ทั้งผู้ชายและผู้หญิง เดินเข้าไปด้วยอาการสำรวม เมื่อเข้าใกล้อาสนะที่พระสงฆ์นั่งพอสมควร ให้คุเข่าลง แล้วเดินเข่าหรือคลานลงมือไปใกล้
ผู้ชาย นั่งคุกเข่าท่าเทพบุตร ผู้หญิง นั่งคุกเข่าท่าเทพธิดา กราบเบญจางคประดิษฐ์ แล้วยื่นมือออกไปรับ
เมื่อรับสิ่งของแล้ว ให้วางของทางด้านซ้ายมือ จากนั้นกราบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง แล้วหยิบสิ่งของด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วให้เดินเข่าถอยหลังจนสุดอาสนะที่ปูลาไว้ จึงลุกขึ้นยืน หันหลังกลับ แล้วเดินไปตามปกติ

การสนทนากับพระภิกษุ
          กาสนทนากับพระภิกษุ ต้องใช้คำพูดที่สุภาพ เหมาะสม เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อท่าน มีหลักปฏิบัติการ ดังนี้
1)      การใช้คำแทนชื่อตนเอง ถ้าผู้สนทนาเป็นผู้ชาย ให้ใช้คำแทนชื่อตัวเองว่า ผม หรือกระผม ถ้าผู้สนทนาเป็นผู้หญิง ให้ใช้คำแทนชื่อตัวเองว่า ดิฉัน
2)     การใช้คำแทนพระภิกษุ ผู้สนทนากับพระภิกษุ ไม่ว่าชายหรือหญิง ให้ใช้คำแทนพระภิกษุว่า ท่าน พระคุณเจ้า หรือใต้ท้าว
3)     การปฏิบัติตนขณะสนทนากับพระภิกษุ ควรปฏิบัติ ดังนี้
3.1)            ถ้าพระภิกษุรูปนั้นเป็นพระเถระผู้ใหญ่ เราควรประนมมือขณะพูดกับท่าน
3.2)           ขณะสนทนากับพระภิกษุ เราไม่ควรพูดล้อเล่นกับท่าน หรือใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ หรือแสดงอาการยกตนเสมอท่าน
3.3)           สำหรับผู้หญิง แม้จะเป็นญาติกับพระภิกษุรูปนั้นก็ตาม ไม่ควรสนทนากับท่านสองต่อสอง เพราะผิดวินัย
3.4)           เมื่อเสร็จกิจธุระแล้ว ให้รีบลากลับ เพราะอาจเป็นการรบกวนเวลาของท่าน

 การสำรวมกิริยามารยาท 
          การสำรวมกิริยามารยาทขณะอยู่ต่อหน้าพระสงฆ์นั้น เป็นการสำรวมกาย และวาจา เช่น ไม่ส่งเสียงดังในวัด ไม่สูบบุหรี่ ไม่เสพสิ่งเสพติด เวลาลุกขึ้นเดิน นั่ง ต้องให้สุภาพเรียบร้อย ไม่พูดคุยกันขณะพระสงฆ์กำลังแสดงธรรม

การแต่งกายเหมาะสม
          การแต่งกายเหมาะสม เป็นการแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเหมาะแก่โอกาส และสถานที่ เช่น เมื่อเราจะแต่งกายไปวัด สำหรับผู้หญิง ไม่ควรรวมเสื้อผ้าที่รัดรูปทรง ควรใส่เสื้อมีแขน สีไม่ฉูดฉาด ไม่นุ่งกระโปรงสั้น หรือกางเกงขาสั้น ถ้าเป็นผู้ชาย ควรใส่เสื้อผ้าที่สะอาดแบบสุภาพเรียบร้อย

การดูแลรักษาศาสนวัตถุ และศาสนสถาน
          ศาสนวัตถุ หมายถึง วัตถุทางศาสนา เช่น พระพุทธรูป พระไตรปิฎก หนังสือธรรมะ ส่วนศาสนสถาน หมายถึง สถานที่ทางศาสนา เช่น วัด โบสถ์ วิหาร ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อชาวพุทธ เช่น พระพุทธรูปใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา วัดเป็นที่อยู่ของพระสงฆ์ ดังนั้น ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน จึงเป็นสมบัติส่วนรวมที่ชาวพุทธควรช่วยกันดูแลรักษา ดังนี้
1)      ช่วยกันปลูกและดูแลต้นไม้ภายในบริเวณศาสนสถาน
2)     ช่วยกันดูแลซ่อมแซมไม่ให้ศาสนวัตถุ และศาสนสถานชำรุดทรุดโทรม
3)     ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติ หรือข้อห้ามของศาสนสถาน เช่น ทิ้งขยะลงในถังขยะ เป็นต้น
4)      ช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดของศาสนวัตถุ และศาสนสถานอยู่เสมอ




Download - เนื้อหา










เตรียมสอบ ป.3 - วิชาสังคมศึกษา - สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (ศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน)

เตรียมสอบ ป.3 - วิชาสังคมศึกษา - สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (ศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน)

Download - เนื้อหา



สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
10.ศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน



ทุกศาสนามีศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน ที่ศาสนิกชนควรรู้ ดังนี้

1)      ศาสนบุคคล หมายถึง ผู้ทำหน้าที่สืบทอดศาสนา ได้แก่ พระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา
2)     ศาสนาวัตถุ หมายถึง สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เป็นสิ่งที่ควรเคารพบูชา และสามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น พระพุทธรูป พระไตรปิฎก
3)     ศาสนสถาน หมายถึง สถานที่ หรือสิ่งก่อสร้างที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น วัด โบสถ์ วิหาร

ศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ และศาสนสถานของศาสนาต่าง ๆ มีดังนี้

ศาสนา
ศาสนบุคคล
ศาสนวัตถุ
ศาสนสถาน
พุทธ
พระพุทธเจ้า พระสงฆ์
พระพุทธรูป พระไตรปิฎก
วัด โบสถ์ วิหาร

คริสต์
พระเยซู บาทหลวง
ไม้กางเกน คัมภีร์ไบเบิล
โบสถ์
อิสลาม
พระนบีมุฮัมมัด อิหม่าม
รูปพระจันทร์เสี้ยว คัมภีร์อัลกุรอาน
มัสยิด หรือสุเหร่า
ฮินดู
พราหมณ์
อักษรเทวนาครี อ่านว่า โอม คัมภีร์พระเวท
เทวสถาน หรือเทวาลัย

การปฏิบัติตนที่เหมาะสมต่อศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน
          ศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ และศาสนสถาน เป็นสิ่งสำคัญของทุกศาสนา ศาสนิกชนที่ดีจะต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสม ดังนี้
1)      แสดงความเคารพต่อศาสนบุคคล และศาสนวัตถุของทุกศาสนา
2)     ใช้คำพูดที่ไพเราะ และสุภาพต่อศาสนบุคคล
3)     แต่งกายสะอาดเรียบร้อยเมื่อเข้าไปในศาสนสถาน
4)      ปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติ หรือข้อห้ามของศาสนสถาน เช่น ถอดรองเท้าก่อนเข้าศาสนสถาน เป็นต้น
5)     ไม่ส่งเสียงดัง เมื่อเข้าไปในเขตศาสนสถาน
6)     ช่วยกันทำนุบำรุงศาสนวัตถุ และศาสนสถานให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ
7)      ช่วยกันดูแลรักษาศาสนสถานให้สะอาดร่มรื่น




Download - เนื้อหา

เตรียมสอบ ป.3 - วิชาสังคมศึกษา - สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (สวดมนต์ แผ่เมตตา การฝึกสติและสมาธิ)

เตรียมสอบ ป.3 - วิชาสังคมศึกษา - สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม (สวดมนต์ แผ่เมตตา การฝึกสติและสมาธิ)

Download - เนื้อหา



สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม



9.    สวดมนต์ แผ่เมตตา การฝึกสติและสมาธิ



การสวดมนต์ แผ่เมตตา การฝึกสติและสมาธิ เป็นการแสดงความนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย และช่วยฝึกจิตให้สงบ มีความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของสมาธิและปัญญา

การสวดมนต์ไหว้พระ
          การสวดมนต์ไหว้พระเป็นสิ่งที่ชาวพุทธทุกคนควรปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน ทั้งในตอนเช้าและก่อนนอน การสวดมนต์มีความมุ่งหมายเพื่อระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ผู้ที่ตั้งใจไหว้พระสวดมนต์จะทำให้เกิดสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตใจเข้มแข็ง และเกิดความสงบทางจิตใจ

คำบูชาพระรัตนตรัย
คำสวด          - อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา
ความหมาย     - พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้
   ชอบได้ด้วยพระองค์เอง
คำสวด          - พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ
ความหมาย     - ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
(กราบครั้งที่ 1)
คำสวด          - สหวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
ความหมาย     - พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว
คำสวด          - ธัมมัง นะมัสสามิ
ความหมาย     - ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม
(กราบครั้งที่ 2)
คำสวด          - สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ความหมาย     - พระสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว
คำสวด          - สังฆัง นะมามิ
ความหมาย     - ข้าพเจ้า นอบน้อมพระสงฆ์
(กราบครั้งที่ 3)


การแผ่เมตตา
          การแผ่เมตตา เป็นการแสดงความปรารถนาดีต่อผู้อื่น โดยสำรวมจิตใจแล้วนึกถึงผู้อื่นด้วยความรู้สึกที่ตั้งใจ และต้องการให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ และความเดือดร้อนลำบาก หากผู้ใดปฏิบัติได้ ก็จะช่วยขัดเกลาจิตใจของตนให้ลดความเห็นแก่ตัวลงได้ และทำให้รู้สึกจิตใจสงบ


คำแผ่เมตตา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย
อัพพะยา ปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขีอัตตานัง ปะหิหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด




สติสัมปชัญญะ
          สติ แปลว่า ความระลึกได้ ความนึกขึ้นได้ ความไม่เผลอ ฉุกคิดขึ้นได้ การคุมจิตไว้ในกิจ หมายถึง อาการที่จิตนึกถึงสิ่งที่จะทำให้พูดได้ นึกถึงสิ่งที่ทำคำที่พูดไว้แล้วได้ เป็นอาการที่จิตไม่หลงลืม ระงับยับยั้งใจได้ ไม่ให้เลินเล่อพลั้งเผลอ ป้องกันความเสียหายเบื้องต้น ยับยั้งชั่งใจไม่บุ่มบ่าม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความไม่ประมาท
          สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้ตัวทั่วพร้อม มีปัญญาไตร่ตรองในสิ่งที่ตนคิดพูด หรือทำ

ประโยชน์ของสติสัมปชัญญะ
          การมีสติ ทำให้เราเข้าใจชีวิต และจิตใจของเรา ทำให้พัฒนางานและสิ่งที่ทำให้ดีขึ้น ทำให้จิตใจมีความสุข ไม่มีความวิตกกังวล ทำให้ทำงานที่ทำอยู่ได้ดีขึ้น ทำให้พูดถูก ทำถูก ไม่ลืมตัว เผลอตัว รู้ผิดชอบชั่วดี รู้ทันอารมณ์และความคิด ทำให้ไม่โมโหง่าย และควบคุมความคิดได้ ไม่ประมาท และเป็นคนรอบคอบขึ้น


การฝึกสมาธิเบื้องต้น
          สมาธิ คือ การที่มีใจตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างแน่วแน่ การมีใจจดจ่ออยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน
          การฝึกสมาธิ คือ การฝึกบังคับจิตใจของตนเองให้รู้สึกนึกคิดในสิ่งที่ดี เพื่อให้จิตใจสงบเยือกเย็น ไม่วุ่นวายใจ

          การฝึกสมาธิเบื้องต้น มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ดังนี้
1)      ฝึกสมาธิโดยการนับลมหายใจ มีขั้นตอนดังนี้
1.1)             เตรียมท่านั่ง ถ้านั่งที่พื้น ให้นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาหงายทับมือซ้าย ให้นิ้วหัวแม่มือแตะกัน หลักและไหล่ตั้งตรง ถ้านั่งเก้าอี้ให้ห้อยขาลง มือขวาทับมือซ้าย นั่งตัวตรงพิงเก้าอี้
1.2)            วิธีปฏิบัติ หลับตา กำหนดรู้ลมหายใจเข้า – ออก โดยการนับ เมื่อหายใจเข้านับ 1 หายใจออกนับ 2 สลับกัน ประมาณ 3 – 5 นาที เมื่อชำนาญแล้วค่อยเพิ่มเวลา
1.3)            การออกจากสมาธิ ให้ยกมือขวาวางบนหัวเข่าขวา มือซ้ายวางบนเข่าซ้ายอย่างช้า ๆ ลืมตาขึ้น เป็นอันสิ้นสุดการทำสมาธิ

2)     ผึกอิริยาบทอย่างมีสติ อิริยาบถ คือ ท่าทาง หรือ อาการต่าง ๆ เราต้องมีสติรู้ตัวว่าทำอะไร และทำอย่างไรจึงจะเหมาะสม เช่น
2.1)            การยืน เราควรยืนอย่างสงบ ไม่สายตัวแกว่งแขนไปมา ไม่เหม่อลอย ไม่หันหลัง หันหน้าโดยไม่จำเป็น และมีสติรู้เหตุผลที่ยืน
2.2)           การเดิน เราต้องเดินอย่างมีสติ มองทางที่เดิน ไม่เหม่อลอย เพื่อระวังอุบัติเหตุ หรือผู้ที่เดินสวนไปมา
2.3)           การนั่ง เราต้องนั่งอย่างสงบ เมื่อมีผู้อื่นนั่งด้วย เราต้องสำรวมกิริยาให้เรียบร้อย และใช้ท่านั่งที่เหมาะสมกับโอกาสและสถานที่
2.4)           การนอน ก่อนนอนทุกคืน เราควรไหว้พระ สวดมนต์ทุกครั้ง เพื่อให้จิตใจสงบ จะได้นอนหลับสบาย

3)     ฝึกสมาธิในการเรียน ในการศึกษาเล่าเรียน เราต้องฝึกสมาธิในการฟัง พูด อ่าน เขียน และคิดอยู่ตลอดเวลา จะช่วยให้เราเข้าใจไม่สับสน สามารถทำงานตามที่ได้รับมอบหมายอย่างถูกต้อง และทันเวลา ดังนี้
3.1)            การฟัง ต้องฟังครูสอนอย่างตั้งใจ ไม่เหม่อลอย
3.2)           การพูด เมื่อมีข้อสงสัย ต้องรีบถามครู และเมื่อตอบคำถามต้องคิดก่อนตอบ
3.3)           การอ่าน ต้องมีสมาธิ ทำจิตใจให้จดจ่อกับเรื่องที่อ่าน
3.4)           การเขียน ต้องตั้งใจเขียน และไม่คิดเรื่องอื่นขณะที่เขียน
3.5)           การคิด เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ ต้องคิดอย่างมีเหตุผล คิดอย่างรอบคอบ และคิดเรื่องที่ดีมีประโยชน์

ประโยชน์ของการฝึกสมาธิ
          ประโยชน์ของการฝึกสมาธิ ได้แก่
1)      มีความจำดี
2)     จิตใจเยือกเย็น
3)     ฟังครูสอนได้นาน จิตใจไม่วอกแวก
4)      พูดตอบปัญหา ซักถาม อภิปรายได้อย่างมั่นใจ
5)     อ่านหนังสือเข้าใจง่าย รู้เรื่องเร็ว
6)     ทำงานเสร็จทันเวลา
7)      ทำงานต่อเนื่องได้นาน ไม่เหม่อลอย
8)     ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา
9)     เพื่อนอยากทำงานด้วย เพราะมีอารมณ์ดี





Download - เนื้อหา